Showing posts with label Japan. Show all posts
Showing posts with label Japan. Show all posts

Sunday, January 17, 2010

Thursday, November 5, 2009

Secret weapon of world war II: Fugo


ฟูโก(
Fugo)

ใน ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกำลังติดพันกันนั้น ทั้งฝ่ายพันธมิตร ฝ่ายศัตรูต่างผลิตอาวุธลับมาเพื่อพิชิตศัตรูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางอันก็ใช้ได้จริง บางกันก็ทิ้งลงถังขยะแล้วไม่กลับไปใช้อีกเลย
แต่ที่แปลกประหลาดและลึกลับที่สุดคือฟูโก
ย้อน กลับไปในช่วงญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกากำลังขับเคี้ยวอย่างหนึก “กามิกาเซ” หรือการใช้เครื่องบินพุ่งเข้าใส่เป้าหมายโดยนักบินยอมฆ่าตัวตาย กับอีกอย่างคือ “ไกตัน” หรือการใช้เรือดำน้ำพุ่งชน ซึ่งเป็นอาวุธที่สะท้านไปทั่วโลก
เป้า หมายต่อไปของญี่ปุ่นคือการโจมตีอเมริกา แต่ทำไม่ได้เพราะอเมริกาอยู่ไกลเกินไป ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสร้างนิวเคลียร์ข้ามทวีปได้
แต่ ญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้จนนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น พบว่าในระดับความสูง 30,000 ฟุต มีกระแสลมบนที่พัดผ่านญี่ปุ่นแล้วอ้อมไปถึงสหรัฐอเมริกาได้ จึงน่าจะทำอะไรสักอย่างที่สามารถส่งไปกับกระแสลมให้ไปทำลายชีวิตและ ทรัพย์สินของชาวอเมริกาได้ จึงได้เริ่มมีโครงการผลิตบอลขนาดยักษ์ขึ้นโดยใช้ชื่อ “ฟูโก”
ฟูโกคืออะไร? ฟู โกคือบอลลูนขนาดยักษ์มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 ฟุต ทำด้วยกระดาษไขทำด้วยเยื่อไม้เบอรี เคลือบผิวเพื่อให้ทนทาน บรรจุก๊าซไฮโดรเจน ขนาดกว้างเท่ากับตึกสองชั้น  ใช้บรรจุระเบิดมากพอสมควร โดยมันออกแบบให้ลอยสูง 32,000 ถึง 38,000 ฟุต cและ คงระดับไว้ 65 ชั่วโมง ด้วยระดับความสูงขนาดนี้ กระแสลมจะพัดมันไปถึงทวีปอเมริกาด้วยความเร็ว 100-200 ไมล์ต่อชั่วโมง ฟูโกแต่ละลูกมีถุงทราย 50 ถุง ซึ่งจะถูกปล่อยทิ้งที่ละลูกหากระดับความสูงลดลงตามที่กำหนด โดยมีบาร์มิเตอร์เป็นตัววัดความสูง
ประมาณ ว่าถ้าฟูโกจะอยู่เหนือทวีปอเมริกาพอดี เมื่อถุงทรายถุงสุดท้ายถูกทิ้งออกมา แบตเตอรี่จะทำงาน ปล่อยลูกระเบิดใหญ่ทิ้งลงพื้น ขณะเดียวกันระเบิดลูกเล็กๆ ก็จะทำลายฟูโกให้สิ้นซาก หาหลักฐานไม่ได้
ครั้งเมื่อถึงฤดูลมเบื้องบนพัดผ่านญี่ปุ่นอ้อมโลกไปทางสหรัฐอเมริกา  ฟูโกชุดแรกถูกปล่อยในปี ค.ศ.1944 รวมทั้งสิ้น 9,300 ลูกทำให้อเมริกาปั่นป่วนไม่น้อย

                เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.1945 อาร์ธี มิตเชลล์ ได้พาภรรยาชื่อเอสซี่และบุตร 3 คนวัย 10 ขวบ 11 ขวบ 12 ขวบ ตามลำดับ พร้อมเพื่อนของลูกอีก 1 คนไปตั้งค่ายพักแรมในแถบภูเขาเกียร์ฮาร์ท ใกล้ๆ กับเมืองไปล์ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีบรรยากาศสวยงามอย่างยิ่ง

                ระหว่าง ที่ครอบครัวมิตเชลล์กำลังชื่นชมธรรมชาติอยู่นั้น ก็เห็นบอลลูลขนาดใหญ่อยู่เหนือหุบเขาที่พวกเขาเดินกันอยู่ ฉับพลัน บอลลูนยักษ์นั้นก็ระเบิดกังสนั่นหวั่นไหว มีสะเก็ตระเบิดปลิวว่อนทั่วทุกสารทิศ เป็นเหตุให้เอลซีและลูกๆ ทั้งสามเสียชีวิตทันที ส่วนอาร์ธี มิตเชลล์ผู้เป็นพ่อรอดตายอย่างเหลือเชื่อ
                ส่วน เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดก็คือ ฟูโกตกไปโดนหม้อพลังงานนิวเคลียร์ของโรงงานแฮนฟอร์ด เอ็นจีเนียริ่งในวอชิงตัน จนเกือบระเบิดครั้งใหญ่
                ฟัง ดูเหมือนน่ากลัว แต่ความจริงจากบันทึกพบว่าฟูโกถึงที่หมายเพียง 1000 ลูกเท่านั้น และถูกกองทัพอากาศสหรัฐจับได้ 285 ลูก นอกนั้นหายสาบสูญระหว่างทาง และรัฐบาลปิดข่าวเงียบเพราะไม่ต้องการให้ทางการญี่ปุ่นทราบความเสียหาย
เมื่อไม่ทราบข่าวเสียหาย ทางกองทัพญี่ปุ่นเห็นว่าล้มเหลว  เลยเลิกโครงการนี้พร้อมกับปิดเรื่องนี้ลับสุดยอด ส่วนประชาชนอเมริกันก็ตื่นเต้นว่าเป็นจานผีนอกโลก ฮือฮากันยกใหญ่ไปซะงั้น

MIA story: Hiroo onoda

งครามโลกครั้งที่สอง ใช่สิ!! เป็น ช่วงที่น่าจดจำนี้น่า แม้หลายๆ คนจะไม่อยากจำก็เถอะ ที่มีแต่เรื่องฆ่าๆ นี้น่า ทั้งทหาร พลเมืองที่บริสุทธิ์ เด็กน้อยที่โดนยิง คนแก่ที่โดนไฟเผา หญิงสาวที่โดนข่มขืนหมู่ โอ้....มันช่างโหดร้ายจริงๆ แต่วันนี้ผมมี 5 เรื่อง(อีกละ) ที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ที่อาจฮ่าๆ นิดๆ หรืออาจเครียดกว่าเดิมก็ได้
อ่านไปเถอะอย่าคิดมากน่า.....


ฮีรุ โอโนดะ (
Hiroo Onoda)
19มีนาคม 1922(1922-03-19) – ??
เกิดที่ ไคนัน ประเทศญี่ปุ่น
เป็นทหารเมื่อ 1941-1974 ตำแหน่งร้อยโทที่สอง
อดีตเคยเป็นชาวนา

ผม เคยดูสารคดีบันทึกโลก ช่อง 9 ครับ เขาเอาเรื่องทหารคนสุดท้ายในสงครามโลกครั้งที่สองมาออก ผมงฺฮ่าไม่ออกเลยแหละ แบบว่าสงครามโลกนะเลิกตั้งนานแล้ว พี่ฮีรุ โอโนดะก็ยังเชื่ออยู่ว่ากองทัพอเมริกายังทำสงครามกับกองทัพของตนเองอยู่ พี่แกก็หมกตัวอยู่แต่ในป่า หลายปีแนะ กว่าจะรู้ว่าสงครามสงบแล้ว
 มัน เริ่มมาจากญี่ปุ่นจับมือกับเยอรมันและกำลังต่อกรทัพอเมริกาและทหารฝ่าย สัมพันธมิตร วึ่งระหว่างสงครามเราก็ได้เห็น บทบาทการสู้รบของทหารญี่ปุ่นกับกองทัพที่ล้ำสมัยของอเมริกาอย่างน่าทึ้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นเสียเปรียบ แต่กระทำให้ทัพที่ยิ่งใหญ่ของโลกเกือบแพ้มาแล้ว นั้นได้แสดงให้เห็นถึงความมีระเบียบวินัย ความกล้าหาญ และความทรหดอดทนอย่างน่าพิศวงของกองทัพญี่ปุ่น
จนกระทั้งญี่ปุ่นสามารถยึดครองประเทศแถบเอเชียอาคเนย์ได้เกือบทั้งหมด  และประเทศฟิลิปปินส์ก็คือหนึ่งในประเทศนั้น บนเกาะลูบัง(Lubang)ของ ฟิลิปปินส์มีกองทหารญี่ปุ่นประจำการอยู่กองหนึ่ง ทหารกองนี้มี พันโท โยชิมา ตานาคูชิ เป็นผู้บังคับบัญชา เวลานั้นเป็นช่วงปลายสงครามแล้ว กองทัพญี่ปุ่น เพลี่ยงพล้ำในการสู้รบต่อฝ่ายสัมพันธมิตรหลายสมรภูมิ แต่ทหารญี่ปุ่นก็ทำการต่อสู้ไม่ท้อถอยอย่างกล้าหาญและทรหด

                ส่วนตัว ร้อยโท ฮีรุ โอโนดะ เขา
ถูกฝึกฝนเป็นทหารที่โรงเรียน นากาโน และเขามาประจำการที่เกาะลูบัง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1944
วัน หนึ่ง ร้อยโท ฮีรุ โอโนดะ ได้รับคำสั่งจากพันโทโยชิมา ตานาคูชิ ให้นำทหารหมวดหนึ่งเข้าไปปฏิบัติการพิเศษในป่าบนเกาะลูบัง เพื่อสอดแนมกาเคลื่อนไหวของข้าศึก
ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ จึงนำทหารใต้บังคับบัญชาเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในป่าลึก
เวลา นั้นพอดีอเมริกาได้ถล่ม เมืองฮิโรชิมา กับ นางาซากิ ด้วยระเบิดปรมาณูมีผู้คนล้มตายนับแสนคน จักรพรรดิฮิโรฮิโต แห่งญี่ปุ่นเห็นท่าไม่ดี เลยประกาศยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยปราศจากเงื่อนไข มีพระราชโองการให้กองทัพญี่ปุ่นทุกกองทัพยอมแพ้และวางอาวุธ กองทหารญี่ปุ่นซึ่งประจำการบนเกาะลูบังก็ยอมแพ้ด้วยทั้งหมดจึงต้องถอนกำลัง ออกไปจากเกาะไป
แต่ ดูเหมือนว่าผู้บังคับบัญชาดันลืมบอกข่าวนี้แก่ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และพรรคพวกให้ทราบว่า เนื่องจากติดต่อกับพวกเขาไม่ได้ จึงไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าร้อยโทฮีรุยังมีชีวิตอยู่และกำลังทำภารกิจในป่าฟิลิปปินส์ .........
เมื่อ ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และทหารใต้บังคับบัญชากลับมายังที่ตั้งของกองทหาร จึงไม่พบใครเลย แถมร้อยโทฮีรุ โอโนดะจึงผิดอีกว่ากองทหารของเขาถูกทหารฝ่ายศัตรูโจมตีจนต้องถอยหนีจากเกาะ เขาจึงตัดสินใจนำทหารหลบเข้าไปในป่าเพื่อทำการสู้รบต่อไปอีก และหลบซ่อนอำพรางตัวอยู่ในป่าบนเกาะลูบังเรื่อยมาและคิดว่าสงครามยังดำเนิน อยู่(ทั้งๆ ที่สงครามเลิกแล้ว)

               ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และพรรคพวก(
ประกอบด้วย โยะชิ อะกาซึ(Yuichi Akatsu),สิบโท ไซโอชิ ชิมาดะ(Siochi Shimada) และ คินซิชิ โคซูกะ (Kinshichi  Kozuka )กลาย เป็นทหารญี่ปุ่นหน่วยสุดท้ายที่ตกค้างอยู่ในป่าบนเกาะลูบัง ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นก็ไม่รู้และคิดว่าทหารหน่วยนี้คงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติ ภารกิจไปหมดแล้ว
การ ดำเนินชีวิตในป่าของโทฮีรุ โอโนดะและพรรคพวก(มี 3คน) กลายเป็นเกมเอาตัวรอดซะแล้ว พวกเขาต้องอาศัยถ้ำเป็นที่พัก และหาอาหารจากป่ามากินเพื่อรอดไปวันๆ (บางครั้งก็ขโมยอาหารจากชาวบ้านมากิน) ซึ่งจนบัดนี้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ไม่ยอมแพ้เขาไม่ยอมนำทหารออกมาจากป่ามามอบตัวกับศัตรูอย่างเด็ดขาด เขาเชื่อว่าสงครามยังต่อสู้อยู่ และจักรวรรดิญี่ปุ่นกำลังชนะ  
ชีวิตของโทฮีรุ โอโนดะยังดำเนินต่อไป ครั้งแรกที่เขาเห็นใบปลิวจากเครื่องบินบอกว่าสงครามโลกยุติเมื่อ ตุลาคม 1945  โทฮีรุ โอโนดะกลับไม่เชื่อเพราะนึกว่านี้เป็นแผนศัตรูหลอกให้พวกเขาหลงไปติดกับดัก พวกเราอย่าไปเชื่อเด็ดขาดนะ อยู่ในป่าปลอดภัยกว่าว่างั้นเถอะ
เวลา ผ่านไปจากเดือนเป็นปี...และหลายปีต่อมา...ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ กับทหารของเขาก็ยังหลบซ่อนอยู่ในป่าและพร้อมจะต่อสู้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่ยอม แพ้อย่างเด็ดขาด(ศัตรูที่นี้คือชาวบ้านฟิลิปปินส์ที่ไปหาของป่า) มีหลายครั้งที่ทหารญี่ปุ่นกลุ่มนี้แอบออกมาลาดตระเวนดูที่ตั้งกองทหารของพวก เขาแต่ไม่พบเห็นอะไรเลย นอกจากชาวบ้านซึ่งกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดิม กระนั้นทหารญี่ปุ่นก็คิดว่าฝ่ายข้าศึกได้ยึดครองพื้นที่ไว้ได้ทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงถอยกลับเข้าไปอยู่กลางป่าลึกเหมือนเดิม
มา ถึงตอนนี้สงครามของโทฮีรุ โอโนดะกลับกลายเป็นว่าต้องสู้ศัตรูกับชาวบ้านแทน โทฮีรุต้องฆ่าชาวบ้านหลายคน และมีบางครั้งเขาต้องหนีจากกลุ่มชาวบ้านที่มีมีดพร้าปืนเพียงหนีเข้าป่าจน เอาชีวิตไม่รอด ชาวบ้านเรียกโอนาดะกับพรรคพวกว่า “ปีศาจแห่งป่าลูบัง”
เวลาผ่านไปจากหลายปีเป็นสิบปี และจำนวนปีก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โทฮีรุ โอโนดะและทหารทั้งสามยังใช้ชีวิตต่อไป

                 ใน
1952 มีจดหมาย และประกาศบอกว่าสงครามเลิกแล้วนะ ถูกปล่อยลงเครื่องบินให้แต่ร้อยโทฮิรุ โอโนดะ และสามทหารก็ไม่เชื่ออีกว่าสงครามเลิกแล้ว   
1953  ก็มีประกาศยุติสงครามมาอีก แต่ร้อยโทฮิรุ โอโนดะ และสามทหารก็ไม่เชื่ออีก
จากนั้นทหารในหน่วยของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตไปทีละคนสองคน
มิถุนายน1953 ชิมาดะ ถูกยิงที่ขาและเจ็บไข้ได้ป่วยตาย
1954 โยะชิ อะกาซึถูกฆ่าโดยปืนจากคณะสำรวจที่กำลังค้นหาทหารที่เหลืออยู่บนเกาะลูบัง(เจริญ....)
19 ตุลาคม1972 คินซิชิ โคซูกะ ถูกฆ่าโดยสองเจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ยิงตาย เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นคนร้าย เพราะทหารญี่ปุ่นคนนั้นใช้อาวุธปืนประจำการยิงเข้าใส่ก่อน
จาก ความเจ็บไข้ได้ป่วยและไม่มียารักษาโรค ทั้งๆ ที่ถ้าพวกเขายอมแพ้พาเพื่อที่เจ็บป่วยเหล่านี้ไปรักษาในเมืองพวกเขาก็จะรอด ชีวิตแท้ๆ เพราะตอนนี้โลกภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เพราะสงครามโลกยุติไปหลายปีแล้ว
ทหาร คนสุดท้ายภายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ เสียชีวิตในปี 1972 ขณะลักลอบเข้ามาหาอาหารในหมู่บ้านชายป่า แล้วถูก คราวนี้ก็เหลือร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ดำรงชีวิตอยุ่ในป่าเพียงลำพังคนเดียว
แม้ จะเหลืออยู่อย่างโดดเดี่ยวโทฮีรุ โอโนดะ ก็ไม่ยอมแพ้ เขายังสู้ต่อไป จนกระทั้งมีข่าวของทหารคนสุดท้ายของญี่ปุ่นแห่งเกาะลูบังถึงหูทางการญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามบอกข่าวแก่ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ที่ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 เลิกแล้วนะออกมาได้แล้ว แต่กระนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากโอโนดะ คิดว่าเป็นกลอุบายของข้าศึกที่จะหลอกจับตัวเขา แม้จะนำพระราชโองการของพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตนำไปติดไว้ทุกหนทุกแห่งในป่า ด้วยหวังว่าร้อยโทฮิรุ โอโนดะ มาพบเข้าจะยอมวางอาวุธแล้วออกมาปรากฏตัว แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ผลอีก เพราะร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ไม่เชื่อว่าประกาศพระราชโองการนั้นเป็นความจริง
 
จน กระทั้ง.... นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งบังเอิญไปพบร้อยโทฮิรุ โอโนดะ ในป่า พวกเขาพูดจากันถูกคอ และเล่าความจริงให้ทราบว่าสงครามยุติไปนานแล้ว และขอร้องให้เขาออกมาปรากฏตัวเสียที แต่ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็ยังไม่เชื่ออีกและบอกว่าให้ผู้บังคับบัญชาของเขาคือ พันโทโยชิมา ตานาคูชิ มายืนยันด้วยตัวเองก่อนถึงจะเชื่อ
toshiyama(<<<<พันโทโยชิมา ตานาคูชิ)
ทาง การญี่ปุ่นจึงพยายามติดต่อตามหาตัวพันโทโยชิมา ตานาคูชิ (วันหลังอย่าลืมสิพวก) จนพบและส่งผู้บังคับบัญชาของร้อยโทฮีรุ โอโนดะ พร้อมกับคณะติดตามคณะหนึ่งเดินทางไปยังเกาะลูบัง และได้พบร้อยโทฮีรุ โอโนดะ และอดีตพันโทโยชิมา ตานาคูชิ ก็แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ทราบ และออกคำสั่งให้เขาวางอาวุธ นายทหารใจเพชร ผู้แข็งกร้าวและยึดมั่นในวินัยจึงยอมวางอาวุธพร้อมกับเดินทางออกจากป่าเมื่อ วันที่ 10 มีนาคม 1974 หลังจากหลบซ่อนอยู่ในป่านานถึง 29 ปี
สิ่ง ที่เหลือติดตัวร้อยโทฮีรุ โอโนดะ ก็คือ เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งชุดเดียวกับปืนเล็กยาวพร้อมกระสุน และดาบซามูไรอีกเล่มหนึ่งเท่านั้น
การกลับคืนสู่ประเทศญี่ปุ่นของนายทหารใจเพชรผู้นี้ ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับวีรบุรุษผู้กล้าคนหนึ่ง มารดาวัยชราอายุ 88 ปี ซึ่งเชื่อว่าบุตรชายของนางเสียชีวิตไปแล้วและไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาที่ สุสานนิรนามแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กรุงโตเกียวเป็นประจำ กล่าวอย่างปิติว่า
"การอบรม แก่เขาตามแบบคนญี่ปุ่น ทำให้เขาเป็นทหารที่มีวินัย มีความจงรักภักดีต่อชาติสูงสุด และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 30 ปี เขาก็ยังยึดถือคำสั่งอย่างแน่วแน่"


                ปัจจุบันโทฮีรุ โอโนดะถูกปลดจากการเป็นทหารและใช้ชีวิตเป็นเจ้าของฟาร์มแห่งหนึ่งในบราซิล และถ้ามีเวลาเมื่อไหร่เขาจะกลับไปเกาะลูบังเพื่อบริจาคเงินให้กับโรงเรียน ที่นั้น เขาทำแบบนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 ทหารคนอื่นๆเพิ่มเติม
โชอิชิ โยโก
อิชิโนสุเกะ อูวาโนะ
โอบะ ซาคาเอะ 

John Rabe:Nazi angel

ขอบคุณสำหรับน้ำใจแด่

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=486572&chapter=28


จอห์น ราเบ้ (John Rabe) นาซีใจดีแห่งนานกิง





เกิด 23 พฤศจิกายน 1882 (ฮัมเบิร์ก, เยอรมัน)
ตาย 5 มกราคม 1950 (รวมอายุได้ 67 ปี)

ปลายปี 1937เกิดเหตุการณ์อำมหิตสะท้อนโลก
นั้นคือการสังหารหมู่นานกิง ในสงครามโลกครั้งที่ 2
เหตุการณ์ ครั้งนั้น ทหารญี่ปุ่นทำเรื่องโหดร้ายกับชาวนานกิงหลายอย่าง เช่นฝังทั้งเป็น โดยจะขุดหลุม และฝังเชลยให้โผล่ขึ้นมาแค่เพียงหน้าอกหรือแค่คอ เพื่อจะได้รับทุกข์ทรมานต่างอีกหลายอย่าง เช่น ฉีกเป็นชิ้นๆ ทหารญี่ปุ่นคว้านตับไตไส้พุง ตัดหัวหรือสับเหยื่อเป็นชิ้นๆ ตอกเชลยไว้กับแผ่นไม้แล้วให้รถถังแล่นทับ ใช้เป็นที่ซ้อมเสียบดาบปลายปืน ควักลูกตา หั่นจมูกและใบหูก่อนเผาทั้งเป็น ยิงผู้คนตามท้องถนนอย่างไม่เลือกหน้า โดยใช้ทั้งปืนพก ปืนกล ปืนเล็กยาว ยิงเข้าไปในฝูงคนที่มีทั้งทหารที่บาดเจ็บ หญิงชรา และเด็กๆ โดยทหารญี่ปุ่นฆ่าพลเรือนทุกมุมเมือง ไม่ว่าจะตามตรอกเล็กๆ หรือถนนสายใหญ่ ในสนามเพลาะ หรือแม้แต่ในอาคารที่ทำการรัฐบาล

              ท่ามกลางความโหดร้ายของสังหารหมู่ของทหารญี่ปุ่นที่กินเวลายาวนานถึงหก สัปดาห์นั้น กลับมีบุคคลๆ หนึ่งพยายามช่วยเหลือชาวบ้านนานกิงตาดำๆ นี้ และคุณเชื่อหรือไม่ว่าคนนั้นคือนาซี ใส่บ่าสลักด้วยนะ ว่าเป็นนาซี เขาได้เข้ามาช่วยชีวิตชาวจีนไว้เป็นจำนวนมาก จนได้ชื่อว่าเป็น
Schindler of Nanjing หรือพระโพธิสัตว์แห่งนานกิงครับ
เรื่องนี้ได้ข้อคิดเลยว่า นาซีทุกคนใช่ว่าจะเป็นคนเลวเสมอไป
จอห์น ราเบ้เป็นลูกชายของกัปตันเรือ เขาเกิดในฮัมบรูก เยอรมัน ปี 1882 และเดินทางมาถึงเมืองจีนในปี 1908 และได้เข้าทำงานให้กับบริษัทซีเมนส์สองปีต่อมา ทำงานในกรุงปักกิ่งจนถึงเดือนธันวาคม ปี 1931 เมื่อบริษัทได้ย้ายเขาไปยังสำนักงานในเมืองนานกิง
ในฐานะเป็นตัวแทนอาวุโสประจำประเทศจีนของบริษัท เขาได้ขายโทรศัพท์, กังหันน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับรัฐบาล
ในปี 1937 เป็น ที่ชัดเจนว่า กองทัพญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนเข้ามา และชุมชนต่างชาติและประชากรชาวจีนจำนวนมากของเมืองนานกิงรวมไปถึงรัฐบาลได้ หลบหนีออกจากเมืองตั้งแต่พฤศจิกายน
ราเบ้ได้ส่งครอบครัวของตนกลับเยอรมันแต่เขายังคงอยู่เบื้องหลังพร้อมด้วยชาว ต่างชาติจำนวนหนึ่งในการสร้างเขตปลอดภัย ไม่ช้าหลังจากกองทัพญี่ปุ่นมาถึง ราเบ้ได้รับเลือกให้เป็นประธานของคณะกรรมการที่มีสมาชิกสิบห้าคนของเขต ปลอดภัยนานาชาติ
"ใน ครั้งแรก เขาลังเลใจและกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัวตัวเอง แต่แล้วเขาก็เข้ารับตำแหน่ง และแบกรับความรับผิดชอบไว้ ไม่โยนให้ใคร 
"ผู้อยู่ในเหตุการณ์กล่าว แน่นอนเมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเมือง นานกิงก็เกิดความโกลาหลขึ้นบนท้องถนน
เดือนธันวาคมปี 1937 เมื่อ กองทัพญี่ปุ่นโจมตีกำแพงที่สร้างในสมัยราชวงศ์หมิงที่โอบล้อมเมืองหลวงของ จีนในขณะนั้น สิ่งนี้ทำให้เกิดการสังหารหมู่จนกลายเป็นชื่อที่รู้จักกันว่า "การข่มขืนเมืองนานกิง"
ชาว เมืองหลายพันหลายหมื่นคนถูกสังหารโดยกองทัพญี่ปุ่น แต่สำหรับใครหลายคน มีคนมาช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทัน คนๆ นั้นคือสมาชิกพรรคนาซีผู้ซึ่งให้ชาวจีนได้พักพิงในสวนของบ้านที่สร้างจากอิฐ สีเทาอันหรูหราใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย ทำให้สามารถช่วยชีวิตคนได้มากว่าสองแสนห้าหมื่นคน
จอห์น ราเบ้ นั้นเอง
ราเบ้ได้นำกลุ่มมิชชันนารี ,นัก ธุรกิจและนักวิชาการชาวตะวันตกในการติดตรากาชาดที่เขียนไว้บนผ้าปูเตียงไว้ รอบ ๆ พื้นที่สองหรือสามตารางกิโลเมตร คนกว่าสองแสนห้าหมื่นคนที่สามารถเข้าไปข้างในเขตปลอดภัยสามารถรอดมาได้ แต่สามแสนคนที่ข้างนอกเขตปลอดภัยของนานาชาติกลายเป็นเหยื่อของการสังหารหมู่ อันโหดร้ายแห่งเมืองนานกิง
แม้ เขาจะสวมปลอกแขนรูปสวัสดิกะ ทำให้ดูแล้วราเบ้ไม่น่าจะเป็นวีรบุรุษ แต่เขามีความกล้าหาญ เพราะเหตุนี้เขาเลือกที่จะช่วยเหลือมนุษย์โดยไม่คำนึงถึงตัวเองที่เขาในการ สร้างเขตปลอดภัยสำหรับชาวเมือง
ด้วยเหตุนี้ ในเวลาต่อมาชาวเมืองนานกิงได้ยกเขาเป็น "พระ โพธิสัตว์ในร่างมนุษย์แห่งเมืองนานกิง" แถมเรื่องนี้ก็เอาไปสร้างหนังฮอลลีวู๊ด และมหาวิทยาลัยนานกิงได้เปลี่ยนบ้านของราเบ้ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ จากความช่วยเหลือของบริษัทเก่าของเขาคือซีเมนส์

                 ทางด้านกองทัพญี่ปุ่นได้โจมตีภาคพื้นดินในวันที่สิบ ธันวาคมและเมืองก็ถูกยึดได้ในสามวันหลังจากนั้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการข่มขืนเมืองนานกิงที่กินเวลากว่าหกอาทิตย์ ทางจีนบอกว่าชาวจีนสามแสนต้องเสียชีวิต ถึงแม้ทางญี่ปุ่นจะยืนยันว่าจำนวนต่ำกว่านั้น พยานกล่าวว่าเชลยชาวจีนถูกทรมาน เผาและฝังทั้งเป็น ตัดคอ ถูกดาบปลายปืนเสียบและถูกกราดยิงหมู่ ผู้หญิงและเด็กสาวชาวจีนกว่าแปดหมื่นคนถูกข่มขืน และมากกว่านั้นถูกสังหารและถูกบังคับให้เป็นทาสบำเรอกาม เหตุการณ์เช่นนี้ได้สร้างรอยแผลทางใจรอยใหญ่ไว้กับจีนและยังคงเป็นอุปสรรค์ สำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงโตเกียวจนถึงทุกวันนี้
การ บรรยายของเรเบ้ต่อการสังหารหมู่ครั้งนี้ในไดอารี่กว่าพันสองร้อยหน้านั้นดู น่าสะเทือนใจและเต็มไปด้วยรายละเอียด และถึงแม้จะหายไปเป็นเวลาหลายปี มันกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งนัก
"หากผมไม่เห็นมันด้วยสายตาของตัวเอง ผมก็จะไม่เชื่อเป็นอันขาด" พวกเขา (ทหารญี่ปุ่น)พังหน้าต่างและประตูเข้ามายึดฉวยเอาสิ่งที่ตนอยากได้ ผมเห็นด้วยสายตาตัวเองว่าพวกเขาปล้นสะดมร้านกาแฟของคุณ Kiessling นายธนาคารเยอรมันของเรา"
ญี่ปุ่น เป็นพันธมิตรของเยอรมันและราเบ้มักจะใช้ประโยชน์จากการโบกผ้ารัดแขนรูปสวัสดิกะเมื่อเผชิญหน้ากับทหารญี่ปุ่นที่พยายามเข้ามาวุ่นวายกับการช่วยเหลือของ เขา ตอนนั้นสหรัฐฯ ก็ยังไม่เข้าร่วมสงคราม ถึงแม้ความตึงเครียดจะทวีมากขึ้นและราเบ้ได้บรรยายว่ามันเป็นงานที่เสี่ยง  และชาวต่างชาติก็หวุดหวิดจะโดนฆ่าหลายครั้งต่อหลายครั้ง ในครั้งหนึ่งที่ทหารญี่ปุ่นบางกลุ่มบุกเข้ามาในเขตต่างชาติเพื่อมาข่มขืน ผู้หญิง
"พวก เราแค่ชาวต่างชาติหยิบมือเดียวไม่สามารถอยู่ได้ในทุกที่ในเวลาเดียวกันในการ ปกป้องความหายนะเช่นนั้น ไม่มีใครทรงอำนาจในการต่อกรกับอสูรกายเหล่านั้นที่ติดอาวุธไว้ที่ฟันและจะ ยิงใครก็ตามที่พยายามปกป้องตัวเอง" ราเบ้เขียนไว้
มีทหารจีนท่ามกลางผู้อพยพและญี่ปุ่นบุกเข้ามาเพื่อจับกุมคนเหล่านั้น และญี่ปุ่นพยายามบุกเข้ามาเพื่อจับกุมพวกเขา
 
 (บ้านของจอห์น ราเบ้ในเมืองนานจิงบูรณะ2ครั้งในปี1970กับ 1987)
"ประมาณ ว่ามีทหารจีนที่ไร้อาวุธหนึ่งพันคนที่เราให้ที่พักพิงในกระทรวงยุติธรรม ราวๆ สี่ร้อยถึงห้าร้อยคนถูกไล่ให้ออกไปพร้อมมือที่ถูกมัด เราคิดว่าพวกเขาคงถูกยิงเพราะหลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนกลดังหลายชุดติดต่อ กัน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราแข็งทื่อด้วยความกลัว"ราเบ้ได้เขียนไว้
Fu Bin จาก สาขาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้แสดงให้ราเบ้เห็นถึงสวนที่ล้อมรอบด้วย กำแพงซึ่งคนหกร้อยห้าสิบคนอาศัยอยู่แออัดกันในฐานะผู้อพยพในเมืองของตัวเอง ซึ่งราเบ้ได้มอบข้าวและถั่วเหลืองให้
ห้าครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านและมากกว่านั้นอาศัยอยู่ข้างนอก" เขาบอก
(ภาพบ้านเล็กๆออฟฟิศของบริษัท SIEMEN ในสมัยนั้น)
ซึ่ง ในเวลาต่อมาฟู่ก็กลายเป็นนักประวัติศาสตร์หนึ่งในสามคนที่ไปเยอรมันเมื่อปี นี้เพื่อพบกับหลานของราเบ้และคนอื่นๆ เพื่อแสดงความขอบคุณและมอบของที่ระลึกให้กับเขา
สิ่งของบางชิ้นที่ถือครองโดยหลานๆของเขาซึ่งอาศัยอยู่ที่เมือง Heidelberg และ Berlin นั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก มันคือสร้อยคอที่ทำจากหยกอันสวยงามและตุ๊กตาจีน มันมีคุณค่ามาก
ปัจจุบันของที่ระลึกนั้นลูกหลานของราเบ้ยังเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

                Tang Daoluan ผู้ อำนวยการสถาบันหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยนานกิง เล่าถึงราเบ้ว่า แท้จริงแล้วราเบ้ไม่สนใจการเมืองและเข้าร่วมกับพรรคเพียงเพื่อจะได้รับการ สนับสนุนในการตั้งโรงเรียนสอนภาษาเยอรมันที่เขาสร้างขึ้นในนานกิงเท่านั้น เขาใจดีต่อชาวนานกิงมาก
"เขา นั้นเป็นเพียงนักธุรกิจ ไม่ใช่พระหรือคนขององค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน สิ่งที่เขาทำที่นี่คือการปกป้องพลเมืองของประเทศอื่นโดยไม่สนใจความปลอดภัย ของตัวเองซึ่งได้พ้นไปจากหน้าที่ของตน เขาเป็นคนดีที่เข้าใจศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ "ถังกล่าวไว้
"รา เบ้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระโพธิสัตว์หรือผู้มาไถ่ในร่างของมนุษย์โดยผู้ รอดชีวิต สิ่งนี้นับได้ว่าเป็นการยกย่องในระดับสูงตามวัฒนธรรมของจีน" หล่อนว่าไว้
 
 (ร้องเก็บความร้อนไต้ดินตอนฤดูหนาวมา)
ต่อมาราเบ้ถูกบังคับให้ออกไปจากเมืองในปี 1938 ว่ากันว่าผู้หญิงจากมหาวิทยาลัยสตรีจิงหลิงจำนวนสามพันคนได้คุกเข่าตามข้างถนนด้วยความกตัญญูเป็นการเสียใจเมื่อเขากลับเยอรมัน
หลัง จากกลับไปนครเบอร์ลิน ราเบ้ได้ไปเล็คเชอร์เกี่ยวกับการสังหารหมู่และพยายามติดต่อกับฮิตเลอร์เพื่อ เข้ายับยั้ง แต่เขาถูกจับกุมและถูกสอบสวนโดยเกสตาโปเป็นเวลาสามวัน แต่ด้วยเส้นสายของบริษัทซีเมนท์เขาได้รับการปล่อยตัวและถูกสั่งให้หุบปาก ต่อมาเขาเดินทางไปอัฟกานิสถานและกลับมาเบอร์ลินเพื่อทำงานให้กับซีเมนท์
ภายหลังหมดสงคราม ราเบ้ถูก"ปลดความเป็นนาซี"จากฝ่ายสัมพันธมิตร
และช่วยท้ายของชีวิตราเบ้ตกอับมากๆ แต่กระนั้นเขาก็ยังเลี้ยงชีพด้วยห่ออาหารและเงินที่ส่งมาจากชาวจีนที่รู้สึกกตัญญูต่อวีรกรรมของเขา
ราเบ้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในปี 1950 แต่ถึงกระนั้นวีรกรรมของเขายังอยู่ในความทรงจำของชาวนานกิงต่อไป
หน้าหนึ่งของไดอารี่ของเขาที่ถูกบันทึกในช่วงคริสต์มาส ปี 1937 ได้สรุปแรงจูงใจของเขาได้อย่างดี ว่าทำไมเขาถึงช่วยชาวนานกิง


( รูปปั้นของจอห์น ราเบ้)
"ของขวัญวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้รับคือการช่วยเหลือชีวิตของคนมากกว่าหกร้อยคน"

Tuesday, October 20, 2009

Battle of Tai-hang

สงครามอันทรงเกียรติของระหว่างจีน-ญี่ปุ่น

Axis creed

Freebacklinks